เทรนด์ปี 2564 เกษตรอินทรีย์ เปลี่ยน “ที่” ให้เป็น “ทอง”

จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันมูลค่าตลาดอินทรีย์ในประเทศอยู่ที่ 900 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ของไทยในต่างประเทศอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 0.06% ของมูลค่าตลาดโลก คาดการณ์ว่าในปี 2564 ตลาดสินค้าอินทรีย์ทั้งในไทยและต่างประเทศจะขยายตัวถึง 20% โดยตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป จีน ออสเตรเลีย
ศักยภาพในการเติบโตของภาคเกษตร โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ ทำให้ภาครัฐวางแผนกระตุ้นการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ปีพ.ศ.2563 ซึ่งคิดอัตราภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมต่ำที่สุดในบรรดาภาษีที่ดินทุกประเภท ร่วมไปกับการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (ปีพ.ศ.2560-2564) โดยใช้หลักการสำคัญของการผลิตเกษตรอินทรีย์ 4 ด้านที่สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM: International of Organic Agriculture Movement) กำหนดไว้ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านนิเวศวิทยา ด้านความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค และด้านการดูแลเอาใจใส่เรื่องการบริหารจัดการ
โอกาสเติบโตทางการตลาดของเกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำนักลงทุนไปสู่ธุรกิจที่ช่วยลดภาระภาษี สร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าในฐานะ “ผู้ผลิตอาหารปลอดภัย” แต่บันไดขั้นสำคัญที่การันตีความสำเร็จ คือ ความสามารถในการมองการณ์ทั้งใกล้และไกล ตั้งแต่การรู้จักประเภทและความเหมาะสมของเกษตรอินทรีย์ที่จะทำ เช่น

-โรงงานปลูกพืชระบบปิด (Indoor Farming) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศและความไม่สมบูรณ์ของดิน
-ระบบเกษตรแบบผสมผสาน (Integrated Farming System) ซึ่งเน้นความเกื้อกูลสัมพันธ์กันของกิจกรรมการผลิต ทั้งการปลูกพืชหลากชนิดและการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่
-การใช้เกษตรอินทรีย์เป็นส่วนเสริมเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ แต่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การทำ “เกษตรอินทรีย์” ร่วมกับธุรกิจที่พักหรือโรงแรม เพื่อให้เป็น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

และการมองหาโอกาสจากเทรนด์ที่สอดรับกับเกษตรอินทรีย์ เช่น เทรนด์รักสุขภาพ (Health Conscious) ซึ่งเป็นกระแสนิยมมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 หรือ เทรนด์ Plant-Based Food อาหารที่ทำมาจากพืช เพื่อพัฒนาธุรกิจรองรับต่อไป ซึ่งทุกด้านต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทั้งสิ้น นักลงทุนจึงควรมีที่ปรึกษาด้านการเกษตรเป็นคู่คิด เปรียบเหมือนการมี “เข็มทิศ” ที่ดี ช่วยชี้ทางให้ “เกษตรอินทรีย์” สามารถเปลี่ยน “ที่” ให้เป็น “ทอง” ได้อย่างแท้จริง

Leave a Reply